ประเทศฝรั่งเศสมีสาขาที่น่าเรียนต่อยอดสายงานหรืออาชีพคลอบคลุมหลายสาขาทั้งสายวิทย์และสายศิลป์

 
สรณี พงษ์พิทักษ์

สวัสดีค่ะชาวแคมปัสฟรานซ์ทุกท่านและน้องๆ ทุกคนที่มีความสนใจจะไปศึกษาต่อฝรั่งเศส พี่ปุ้ยในฐานะศิษย์เก่าคนนึงรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ทางแคมปัสฟรานซ์ได้ให้โอกาสมาบอกเล่าถึงประสบการณ์การเรียนต่อที่ฝรั่งเศส อยากจะบอกว่าคอร์สเรียนที่โน่นไม่มีเหงาแน่นอนค่ะ เพราะจะเรียนหนัก งานก็เยอะ เพื่อนก็แยะ ปาร์ตี้กระจาย รับรองว่านอกจากจะได้ความรู้วิชาการและความสำเร็จกลับมาแล้ว มิตรภาพดีๆ กับเพื่อนและครูอาจารย์ที่โน่นจะยังอยู่ในความทรงจำดีๆ ที่หวนคิดถึงทีไรก็อดอมยิ้มกับตัวเองไม่ได้ค่ะ
ท้าวความกันนิดถึงว่าเป็นไงมาไงพี่ปุ้ยถึงไปเรียนที่โน่นได้ คือยังงี้ค่ะ เนื่องจากว่าเป็นแนวเด็กอักษร เรียนเอกภาษาฝรั่งเศสที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มา พอเรียนจบปริญญาตรีพี่ปุ้ยก็ยังค้นพบตัวเองไม่เจอเหมือนกันว่าอยากเรียนโททางด้านใด เนื่องจากว่าเป็นเด็กสายศิลป์ก็เลยตัดสินใจไปเรียนการโรงแรมการท่องเที่ยวที่มหาวิทยาลัยอองเชร์ (Université d’Angers) อารมณ์ตอนนั้นคือสายนี้น่าจะเหมาะกับตัวเองมากที่สุด เนื่องจากว่าไปถึงที่โน่นล่วงหน้าช่วงต้นเดือนกันยายนก่อนเปิดเทอมซักประมาณสองอาทิตย์ พี่ปุ้ยก็เลยมีเวลาจัดเตรียมโน่นนี่แล้วก็มีเวลาไปเที่ยวห้องสมุด และเยี่ยมชมแคมปัสของมหาวิทยาลัยอองเชร์ และก็เหลือบไปเห็นการเปิดรับสมัครหลักสูตรปริญญาโททางด้าน Arts Management หรือมีชื่อเต็มเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า DESS Management International des Arts de la France ก็เลยเข้าไปอ่านเนื้อหาหลักสูตรและระเบียบการสมัคร บอกได้คำเดียวว่า ปิ๊ง หลักสูตรนี้ ก็เลยตัดสินใจลองสมัครดู เนื่องจากว่าหลักสูตร Arts Management นี้เปิดเรียนช่วงเดือนตุลาคม ถ้าได้ขึ้นมาก็ยังเรียนทัน ปรากฏว่าสอบได้ค่ะ ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบคลานคุกเข่าไปขอโทษอาจารย์ที่ดูแลหลักสูตรการโรงแรมการท่องเที่ยวที่รับเข้าเรียนตั้งแต่ต้น รีบอธิบายให้อาจารย์เข้าใจว่าจริงๆ ชอบสองหลักสูตรเลยตัดสินใจยากมากว่าเรียนอันไหนดี ในที่สุดก็ค้นพบตัวเองจริงๆว่าชอบ Arts Management มากกว่า โชคดีไปที่อาจารย์ที่โน่นก็พอเข้าอกเข้าใจและก็ไม่ได้ว่าอะไรที่เราจะเปลี่ยนไปเรียน Arts Management แทน Hotel & Tourism

แล้วชีวิตก็เปลียนไปค่ะ พอเรียนเทอมแรกจดเลคเชอร์ไม่ทันต้องขอยืมเพื่อนไปถ่ายเอกสาร แค่ฟังให้เข้าใจก็ยังตามไม่ค่อยจะทันเลย แต่พอเทอมสองชีวิตดีขึ้นฟังทันและจดเลคเชอร์ตามได้อย่างมืออาชีพแล้ว แบบว่าแค่อาจารย์อ้าปากก็รู้แล้วว่าอาจารย์จะพูดอะไร ก็เป็นธรรมดาค่ะ อะไรที่คุณเผชิญในครั้งแรกมันมักจะมีความยากลำบากอยู่เสมอ ซึ่งถ้าเราสามารถผ่านตรงจุดนี้ไปได้มันก็จะทำให้เราภูมิใจมากสามารถต่อสู้อุปสรรคต่างๆได้ซึ่งความยากลำบากนั้นไม่ได้เกินความสามารถของเราอยู่แล้ว  ในส่วนวิชาหลักที่เรียนก็คือการตลาดทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมในฝรั่งเศสสู่ตลาดโลก รวมไปถึงศาสตร์ทางด้านแฟชั่น การชิมไวน์  อาหารฝรั่งเศสกับศิลปะ สถาปัตยกรรม และสินค้าแบรนด์เนม ทั้งยังมีวิชาสายบริหารที่ต้องเรียนเพิ่มคือ Finance, Marketing, Accounting and Commercial Law หลักสูตรมีทัศนศึกษาหลายที่ด้วยค่ะ เช่นไปดูงานบริษัท Cartier ที่ Place Vendôme ย่านหรูใจกลางกรุงปารีส ไปดูโรงงานการผลิดกระเป่าหลุยส์วิตตง ไปดูงานการผลิดไวน์ในแถบลุ่มแม่น้ำลัวร์ และไปศึกษาการตลาดของการผลิดสินค้า porcelain ที่เมืองลิมอช (Limoges) สนุกมากค่ะ เวลามีไปดูงานนอกสถานที่ไรต้องตื่นแต่เช้าทุกที เพราะรถออกแต่เช้าค่ะ และต้องไปค้างบ้านเพื่อนทุกทีเพราะกลัวตื่นไม่ทันเดี๋ยวพลาดทริปดีๆและความรู้นอกห้องเรียน

ส่วนเรื่องที่พัก พี่ปุ้ยก็ได้อยู่หอพักของมหาวิทยาลัยค่ะ (résidence universitaire)ค่าหอประมาณ 250 ยูโรต่อเดือน เป็นสตูดิโอแบบมีห้องน้ำในตัวและแชร์ห้องครัวกับเพื่อนนักศึกษาที่อยู่ชั้นเดียวกัน แถมยังได้เงินช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐบาลอีก 30 % หอพักที่อยู่จะอยู่นอกเมืองอองเชร์ชื่อ Belle -Beille แบบว่านั่งรถเมล์สุดสายเลย ไกลหน่อยแต่ก็ชอบค่ะ เพราะ Belle-Beille เป็นแคมปัสนักศึกษาที่บรรยากาศดีมาก มีศูนย์ออกกำลังกาย มีห้องสมุด มีโรงอาหารของ Crous ซุปเปอร์มาร์เกต และเป็นเขตที่ตั้งของสถาบันชั้นนำอื่นๆเช่น ISTIA เป็นโรงเรียนวิศวกรรมชั้นสูง, ESSCA Business School, สถาบัน ESA ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นสูงทางด้านเกษตรกรรม แคมปัสที่นี่จึงน่าอยู่มาก เป็นแคมปัสใฝ่ฝันของนักศักษาฝรั่งเศสและต่างชาติเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้อยากจะฝากว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศที่นักศึกษาต่างชาติทั่วโลกเลือกมาศึกษาต่อเป็นอันดับหนึ่ง แต่ว่าในประเทศไทยนั้นยังคงมีนักศึกษาเลือกศึกษาต่อน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ซึ่งน่าเสียดายเพราะประเทศฝรั่งเศสมีสาขาที่น่าเรียนต่อยอดสายงานหรืออาชีพคลอบคลุมหลายสาขาทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกฎหมาย ศิลปะและศิลปะประยุกต์ทุกด้าน แฟชั่นดีไซน์  การศึกษาทางด้านไวน์ บริหารธุรกิจ การโรงแรมการท่องเที่ยว วิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ และยังได้มีโอกาสฝึกงานในยุโรปอีก ณ ปัจจุบัน นับเป็นโชคดีของน้องเจนเนเรชั่นยุคใหม่ เพราะที่ประเทศฝรั่งเศสเปิดหลักสูตรภาคภาษาอังกฤษมากว่าแต่ก่อนเยอะมาก จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับน้องๆที่สนใจศึกษาต่อต่างประเทศ อย่าให้โอกาสตรงหน้าคุณนี้หลุดลอยไปนะคะ

A bientôt en France !